ประกันภัยสหกรณ์น่าคิด — ตอนพิเศษ

สหกรณ์ประกาศหา “ประกันชีวิตกลุ่ม” แต่บริษัทประกันวินาศภัยชนะการคัดเลือก — ทำได้อย่างไร และระบบควรแก้ตรงไหน

บริษัทประกันวินาศภัยเสนอกรมธรรม์กลุ่มคุ้มครองการเสียชีวิตให้สหกรณ์ได้อย่างไร และสมาชิกควรถามอะไร ก่อนระบบพาไปถึงวันที่ไม่มีทางเลือกเหลืออยู่

โดย ป.เป็ด · กฎหมายและประกันภัย Claim Today · เผยแพร่ 17 สิงหาคม 2569

ภาพปก Claim Today ตอนพิเศษ ประกันภัยสหกรณ์น่าคิด เรื่องสหกรณ์ประกาศหาประกันชีวิตกลุ่ม แต่บริษัทประกันวินาศภัยชนะการคัดเลือก พร้อมอาคารสหกรณ์ เอกสาร TOR และกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่ม
ประกันภัยสหกรณ์น่าคิด — ตอนพิเศษ

หลังจบซีรีส์ มีคำถามหนึ่งส่งเข้ามาที่ผมคิดว่าต้องเขียนตอบให้ถึงที่สุด

สหกรณ์แห่งหนึ่งออกประกาศเชิญบริษัทประกันภัยเข้าเสนอ "รับประกันชีวิตกลุ่ม" ให้แก่สมาชิก

ปรากฏว่าบริษัทที่เข้าเสนอ และ ได้รับคัดเลือก คือบริษัทประกัน วินาศภัย

หลายคนอ่านแล้วสะดุดทันที — บริษัทวินาศภัยขายประกันชีวิตได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

คำถามนี้ดีมาก เพราะคำตอบมีหลายชั้น และชั้นที่ลึกที่สุด คือปัญหาเชิงระบบที่ยังไม่มีใครแก้


ชั้นที่หนึ่ง: หลักกฎหมาย — สองธุรกิจนี้ถูกแยกจากกันเด็ดขาด

กฎหมายไทยแยกธุรกิจประกันชีวิตกับประกันวินาศภัยออกจากกันโดยสิ้นเชิง

พ.ร.บ.ประกันชีวิต มาตรา 18 ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญา ประกันชีวิต เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต — พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย มาตรา 17 วางหลักเดียวกันในฝั่งของตน

เจตนารมณ์แยกธุรกิจนี้ชัดถึงขนาดที่ว่า บริษัทรุ่นเก่าที่เคยได้รับอนุญาตให้ทำทั้งสองประเภทควบกัน กฎหมายยังบังคับให้แยกตั้งบริษัทใหม่ แยกเงินกองทุน แยกบัญชีออกจากกัน (บทเฉพาะกาล มาตรา 121 พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย)

ถ้าเรื่องจบแค่ชั้นนี้ คำตอบก็ง่าย: บริษัทวินาศภัยรับประกันชีวิตกลุ่มไม่ได้ จบ

แต่เรื่องจริงไม่จบแค่นั้น


ชั้นที่สอง: คำตอบที่คนส่วนใหญ่ตอบ — และยังไม่ใช่คำตอบที่ครบ

คำอธิบายแรกที่มักได้ยินคือ สิ่งที่บริษัทวินาศภัยเสนอสหกรณ์ คือ ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม ซึ่งคุ้มครอง "การเสียชีวิต" เหมือนกัน — แต่เฉพาะเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ เท่านั้น เสียชีวิตด้วยโรคไม่จ่าย

คำอธิบายนี้จริงบางส่วน และเป็นความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในบางสหกรณ์

แต่ถ้าหยุดแค่นี้ เราจะพลาดภาพใหญ่ที่สำคัญกว่า

เพราะในตลาดจริง กรมธรรม์กลุ่มที่บริษัทวินาศภัยขายให้สหกรณ์จำนวนมาก — โดยเฉพาะกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ — คุ้มครองการเสียชีวิตทุกกรณี ทั้งจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ รวมถึงทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงและภาวะโรคร้ายแรง รับประกันต่อเนื่องถึงอายุ 99 ปี มีระยะเวลารอคอยสำหรับโรคที่เป็นมาก่อนและกรณีฆ่าตัวตาย และระบุให้สหกรณ์เป็นผู้รับประโยชน์เพื่อคุ้มครองหนี้ของสมาชิก

เขียนแบบนี้ หน้าตาแทบไม่ต่างจากประกันชีวิตกลุ่มเลยใช่ไหมครับ

แล้วมันชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร?


ชั้นที่สาม: กลไกที่ทำให้ "ทำได้" — มาตรา 29

คำตอบอยู่ที่บทบัญญัติหนึ่งซึ่งคนมักมองข้าม

พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย มาตรา 29 กำหนดว่า กรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทออกให้ผู้เอาประกันภัย ต้องเป็นไปตามแบบและข้อความที่ นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ

กรมธรรม์กลุ่มลักษณะนี้จึงไม่ใช่การแอบขาย ไม่ใช่ช่องโหว่ที่ใครลักลอบใช้ — มันออกสู่ตลาดผ่านกลไกความเห็นชอบของนายทะเบียน ภายใต้หมวดผลิตภัณฑ์ฝั่งวินาศภัย ตราบใดที่บริษัทใช้แบบที่ได้รับความเห็นชอบ ในมุมการกำกับดูแล บริษัทไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา 18

นี่คือคำตอบตรง ๆ ของคำถามที่ว่า "เหตุใดจึงทำได้"

มันทำได้ เพราะระบบอนุญาตให้ทำ

แต่การที่ระบบอนุญาต ไม่ได้แปลว่าคำถามหมดไป — มันแค่ย้ายคำถามไปอยู่ที่อื่น


ชั้นที่สี่: คำถามที่ระบบยังไม่ได้ตอบ

คำถามแรก — เส้นแบ่งทางทฤษฎี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักว่า ประกันชีวิตคือการประกันที่อาศัย ความทรงชีพหรือมรณะของบุคคล เป็นเหตุแห่งการใช้เงิน

กรมธรรม์ที่จ่ายเต็มทุนเมื่อผู้เอาประกันภัย "เสียชีวิตทุกกรณี" มีสาระในทางแพ่งใกล้เคียงประกันชีวิตอย่างยิ่ง แม้จะออกโดยบริษัทวินาศภัยภายใต้แบบที่ได้รับความเห็นชอบก็ตาม

และเส้นแบ่งนี้ไม่ใช่เรื่องวิชาการลอย ๆ — มันมีผลจริงในวันเกิดเหตุ

ยกตัวอย่างเรื่องที่ซีรีส์นี้เคยวิเคราะห์ไว้: การรับช่วงสิทธิ หากกรมธรรม์ถูกจัดเป็นการประกันวินาศภัยโดยสภาพ บริษัทที่จ่ายสินไหมแล้วย่อมรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยผู้ทำละเมิดได้ (ม.880) แต่หากถูกจัดเป็นการประกันชีวิตโดยสาระ ย่อมต้องห้ามรับช่วงสิทธิ (ม.889)

สมาชิกสหกรณ์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนที่มีคู่กรณีต้องรับผิด — เงินที่บริษัทจ่ายให้สหกรณ์ไปแล้ว บริษัทหันไปไล่เบี้ยคู่กรณีได้หรือไม่? แล้วยอดที่ทายาทจะเรียกจากคู่กรณีถูกกระทบอย่างไร? คำตอบขึ้นกับว่ากรมธรรม์ฉบับนั้น "เป็นอะไร" ในสายตากฎหมายแพ่ง ไม่ใช่แค่ว่ามันถูกอนุมัติในหมวดไหน

คำถามที่สอง — และสำคัญกว่าในทางปฏิบัติ: ความต่างเชิงโครงสร้าง

ต่อให้หน้าตารางความคุ้มครองเขียนเหมือนกันทุกตัวอักษรว่า "เสียชีวิตทุกกรณี จ่าย 100% ของทุนประกัน" — กรมธรรม์กลุ่มฝั่งวินาศภัย กับประกันชีวิตกลุ่มแท้ ต่างกันเชิงโครงสร้างอย่างน้อยสี่จุด

สี่ความต่างเชิงโครงสร้างที่สมาชิกควรรู้

1

ความต่อเนื่องของสัญญา

ความต่อเนื่องของสัญญา กรมธรรม์ฝั่งวินาศภัยเป็นสัญญาปีต่อปี ไม่มีหลักประกันการต่ออายุ วันที่พอร์ตสมาชิกอายุมากขึ้น อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น บริษัทมีสิทธิขึ้นเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่เสนอต่ออายุในปีถัดไปเลยก็ได้ — และสมาชิกวัย 70-80 ปีที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง จะไปเริ่มทำประกันชีวิตฉบับใหม่ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นี่คือระเบิดเวลาที่แท้จริงของโมเดลนี้ และเป็นความเสี่ยงที่ไม่ปรากฏในใบเสนอราคาปีแรกแม้แต่บรรทัดเดียว

2

เงินสำรองระยะยาว / มูลค่ากรมธรรม์

ไม่มีเงินสำรองระยะยาว ไม่มีมูลค่ากรมธรรม์ เบี้ยที่สมาชิกถูกหักมาสิบปีไม่สะสมสิทธิใด ๆ ถ้าปีที่สิบเอ็ดไม่มีผู้รับประกัน ทุกอย่างเป็นศูนย์ เริ่มนับหนึ่งใหม่ในวันที่สมาชิกแก่เกินกว่าจะเริ่มอะไรได้

3

ระบบกองทุนคุ้มครองที่แตกต่างกัน

ระบบคุ้มครองเมื่อบริษัทล้มละลายคนละกองทุน ฝั่งวินาศภัยคือกองทุนประกันวินาศภัย ซึ่งมีเพดานจ่ายต่อราย ฝั่งชีวิตคือกองทุนประกันชีวิต คนละระบบ คนละเพดาน — สมาชิกที่มีทุนประกันหลักล้านควรได้รู้ข้อนี้ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังบริษัทมีปัญหา

4

ระยะเวลารอคอย / โรคเดิม / การเปลี่ยนบริษัท

ระยะเวลารอคอยและเงื่อนไขโรคเดิมเริ่มนับใหม่ได้ทุกครั้งที่เปลี่ยนบริษัท สหกรณ์ที่เปลี่ยนผู้รับประกันแทบทุกปีตามผลการประมูลเบี้ยต่ำสุด กำลังรีเซ็ตความเสี่ยงข้อนี้ให้สมาชิกโดยไม่มีใครบอกสมาชิกเลย แม้บางกรมธรรม์จะมีเงื่อนไขนับระยะเวลาต่อเนื่องจากฉบับเดิมให้ ก็ต้องตรวจเป็นรายฉบับ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองอัตโนมัติ


ชั้นที่ห้า: แล้ว TOR ล่ะ — เปิดช่องให้บริษัทวินาศภัยเสนอได้หรือไม่?

ทางแยกของ TOR

Case A

TOR กำหนดผลลัพธ์ความคุ้มครอง

ถ้อยคำเช่น “ประกันภัยกลุ่มคุ้มครองการเสียชีวิตทุกกรณี” โดยไม่จำกัดประเภทบริษัท อาจเปิดให้บริษัทประกันวินาศภัยที่มีแบบกรมธรรม์ได้รับความเห็นชอบและคุ้มครองตรงตามข้อกำหนดเข้าเสนอได้

Case B

TOR ขอ “ประกันชีวิตกลุ่ม” ตรงตัว

หากประกาศระบุว่าต้องการประกันชีวิตกลุ่ม การคัดเลือกบริษัทประกันวินาศภัยอาจอยู่นอกขอบเขตประกาศของสหกรณ์เอง จึงควรใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังว่า “ตัวผลิตภัณฑ์อาจไม่ผิดกฎหมาย แต่กระบวนการคัดเลือกอาจบกพร่อง”

ประเด็นนี้ต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงที่หลายคนเข้าใจผิด

สหกรณ์เป็นนิติบุคคล เอกชน ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 การจัดหาผู้รับประกันภัยของสหกรณ์จึงเป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบภายในของสหกรณ์เอง ประกอบมติคณะกรรมการดำเนินการหรือที่ประชุมใหญ่ ภายใต้การกำกับทั่วไปของนายทะเบียนสหกรณ์

แปลว่าอะไร? แปลว่า TOR คือเอกสารที่สหกรณ์เขียนเอง — จะเปิดช่องก็ได้ จะปิดช่องก็ได้ และนี่แหละคือหัวใจ

ทางแยกอยู่ที่ถ้อยคำ

กรณีที่หนึ่ง — TOR กำหนดขอบเขตที่ ผลลัพธ์ความคุ้มครอง เช่น "ประกันภัยกลุ่มคุ้มครองการเสียชีวิตทุกกรณีของสมาชิก ทุนประกัน... รับอายุถึง..." โดยไม่จำกัดประเภทบริษัท — แบบนี้ บริษัทวินาศภัยที่มีแบบกรมธรรม์ซึ่งได้รับความเห็นชอบครอบคลุมตามนั้น เข้าเสนอได้โดยชอบ และการคัดเลือกไม่เสียไป

กรณีที่สอง — TOR ระบุว่าต้องการ "ประกันชีวิตกลุ่ม" ตรงตัว — โดยเนื้อหาแล้ว ผู้ที่ออกกรมธรรม์ประกันชีวิตได้มีแต่บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตเท่านั้น การที่คณะกรรมการรับพิจารณาและคัดเลือกข้อเสนอของบริษัทวินาศภัย คือการ คัดเลือกนอกขอบเขตของประกาศตนเอง

ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ผิดกฎหมาย — แต่กระบวนการบกพร่อง

ผู้เสนอรายอื่นที่ยึดตามประกาศเสียโอกาสแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม สมาชิกได้รับของที่ต่างจากที่ประกาศไว้ และหากวันหน้าเกิดความเสียหาย — เช่น ปีถัดไปไม่มีบริษัทใดรับต่ออายุ — ความบกพร่องของกระบวนการคัดเลือกครั้งนี้ จะกลายเป็นข้อเท็จจริงชั้นดีที่สุดในสำนวนไล่ความรับผิดกรรมการ

ทางที่ถูกเมื่อพบว่าข้อเสนอไม่ตรงประกาศ ไม่ใช่การหลับตาคัดเลือกต่อ แต่คือยกเลิกประกาศเดิม แล้วออกประกาศใหม่ให้ขอบเขตตรงกับสิ่งที่จะรับพิจารณาจริง


ชั้นสุดท้าย: ข้อเสนอแก้ปัญหาเชิงระบบ

ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของสหกรณ์แห่งเดียว มันคือช่องว่างเชิงระบบที่สามฝ่ายต้องขยับพร้อมกัน

ระดับสหกรณ์ — เขียน TOR ให้เทียบ "ของที่เทียบกันได้"

  1. กำหนดขอบเขตที่ผลลัพธ์ความคุ้มครอง ไม่ใช่ชื่อผลิตภัณฑ์ และเลิกใช้คำว่า "ประกันชีวิตกลุ่ม" หากตั้งใจจะรับพิจารณากรมธรรม์ฝั่งวินาศภัยด้วย — ชื่อในประกาศต้องตรงกับของที่จะซื้อจริง
  2. บังคับให้ผู้เสนอทุกรายเปิดเผย: ประเภทใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ชื่อแบบกรมธรรม์และเลขที่หนังสือให้ความเห็นชอบของนายทะเบียน เงื่อนไขระยะรอคอย โรคเดิม อายุรับ และอายุสิ้นสุดความคุ้มครอง
  3. กำหนดเกณฑ์คะแนนที่สะท้อนความต่างเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เบี้ยต่ำสุดอย่างเดียว: เงื่อนไขการต่ออายุและการผูกพันเบี้ย (การันตีกี่ปี ปรับได้ภายใต้เงื่อนไขใด) การนับระยะรอคอยต่อเนื่องจากกรมธรรม์เดิม ฐานะการเงินของผู้เสนอ และประวัติการต่ออายุกับสหกรณ์อื่น
  4. ให้แนบตารางกรมธรรม์และข้อยกเว้นฉบับเต็มมาพร้อมข้อเสนอ ฝ่ายจัดการสรุปเทียบเป็นตารางเดียวกันเสนอกรรมการ — ห้ามตัดสินจากใบเสนอราคาหน้าเดียวเด็ดขาด
  5. บันทึกเหตุผลการคัดเลือกไว้ในรายงานการประชุมโดยละเอียด — นี่ไม่ใช่ภาระ นี่คือเกราะของกรรมการเอง

ระดับสมาชิก — คำถามเดียวที่แยกของสองชิ้นออกจากกัน

ก่อนยินยอมให้หักเงิน ถามสหกรณ์หนึ่งคำถาม: "กรมธรรม์ที่หักเงินผมอยู่ ผู้รับประกันภัยเป็นบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย และมีหลักประกันการต่ออายุถึงอายุเท่าไร"

ถ้าสหกรณ์ตอบได้ทันที แสดงว่าระบบโปร่งใส — ถ้าตอบไม่ได้ นั่นคือสัญญาณที่ต้องตามต่อ

ระดับหน่วยงานกำกับ — ช่องว่างที่ควรถูกปิดในเชิงนโยบาย

ผมขอเสนอสามข้อ

หนึ่ง — สำนักงาน คปภ. ควรวางมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลขั้นต่ำสำหรับกรมธรรม์กลุ่มที่ขายผ่านสหกรณ์ โดยเฉพาะข้อความเตือนที่ชัดเจนบนเอกสารเสนอขายว่า กรมธรรม์นี้เป็นสัญญาปีต่อปี ไม่มีหลักประกันการต่ออายุ และผู้รับประกันภัยเป็นบริษัทประเภทใด — เพราะผู้ตัดสินใจแทนสมาชิกหลายพันคนคือกรรมการไม่กี่คน ข้อมูลที่ถึงมือกรรมการต้องครบกว่านี้

สอง — ควรมีความชัดเจนเชิงนโยบายเรื่องเส้นแบ่งผลิตภัณฑ์ "คุ้มครองการเสียชีวิตทุกกรณี" ระหว่างสองธุรกิจ ว่าจะให้ดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด มีกลไกรองรับความต่อเนื่องของความคุ้มครองสำหรับผู้สูงอายุอย่างไรเมื่อบริษัทไม่ต่ออายุ — ปล่อยให้ตลาดวิ่งไปโดยคำถามนี้ไม่มีคำตอบ ผู้แบกความเสี่ยงคือสมาชิกที่อายุมากที่สุดและต่อรองอะไรไม่ได้เลย

สาม — นายทะเบียนสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ควรจัดทำแนวปฏิบัติกลางว่าด้วยการจัดหาประกันภัยกลุ่มของสหกรณ์ ครอบคลุมมาตรฐาน TOR การเปรียบเทียบข้อเสนอ และหน้าที่เปิดเผยข้อมูลต่อสมาชิก — เรื่องที่กระทบเงินของสมาชิกทุกเดือนต่อเนื่องหลายสิบปี ไม่ควรขึ้นกับความรู้เฉพาะตัวของกรรมการแต่ละชุด


กลับมาที่คำถามตั้งต้น — "เหตุใดบริษัทวินาศภัยจึงเสนอและได้รับคัดเลือกได้?"

คำตอบฉบับเต็มคือ: มันทำได้ เพราะมีแบบกรมธรรม์ที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบรองรับ และเพราะ TOR ของสหกรณ์เป็นเรื่องที่สหกรณ์กำหนดเองได้

แต่คำถามที่ระบบทั้งระบบยังตอบไม่ครบคือ — ของสองชิ้นที่หน้าตารางเหมือนกัน แต่โครงสร้างข้างในต่างกัน ถูกนำมาประมูลแข่งกันบนเกณฑ์ราคาเดียว โดยที่คนจ่ายเบี้ยไม่เคยรู้ความต่างนั้นเลย

กรมธรรม์ไม่เคยโกหกครับ มันเขียนทุกอย่างไว้ตั้งแต่วันแรก

ปีแรก ๆ ไม่มีใครเห็นความต่าง เพราะเบี้ยถูกกว่าและเคลมก็จ่ายจริง

ความต่างจะแสดงตัวในปีที่สมาชิกแก่ที่สุด พอร์ตขาดทุนหนักที่สุด และบริษัทมีทางเลือกที่จะเดินออกจากโต๊ะ

ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สมาชิกต้องการมันมากที่สุด และไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่เลย

คำถามชวนคิดท้ายตอน: สหกรณ์ของท่านทำ "ประกันชีวิตกลุ่ม" มากี่ปีแล้วครับ — เคยถามไหมว่าผู้รับประกันภัยเป็นบริษัทประเภทไหน เปลี่ยนบริษัทมาแล้วกี่ครั้ง และถ้าปีหน้าไม่มีใครรับต่อ สมาชิกที่อายุ 75 จะเหลืออะไร?

Claim Today — สิทธิของคุณ เราคือคำตอบ

#ประกันภัยสหกรณ์น่าคิด

#ClaimToday

#กฎหมายประกันภัย

#กฎหมายสหกรณ์

#ประกันชีวิตกลุ่ม

#ประกันภัยกลุ่ม

#คุ้มครองสินเชื่อ

#สิทธิสมาชิกสหกรณ์

#สิทธิผู้เอาประกันภัย

#คปภ

#ปเป็ด

-


บทความนี้เป็นการวิเคราะห์กฎหมายและโครงสร้างผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำวินิจฉัยว่าการดำเนินการของสหกรณ์ บริษัทประกันภัย หรือกรรมการรายใดชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การวินิจฉัยแต่ละกรณีต้องตรวจสอบใบอนุญาต แบบกรมธรรม์ที่ได้รับความเห็นชอบ TOR ประกาศคัดเลือก มติสหกรณ์ กรมธรรม์จริง และข้อเท็จจริงเฉพาะราย

ประกันภัยสหกรณ์น่าคิด

ตอนพิเศษสหกรณ์ประกาศหา “ประกันชีวิตกลุ่ม” แต่บริษัทประกันวินาศภัยชนะการคัดเลือก — ทำได้อย่างไร และระบบควรแก้ตรงไหนกำลังอ่านตอนพิเศษ

แบ่งปันบทความ

ลิงก์ถาวร: https://claimtoday.in.th/articles/cooperative-group-life-vs-non-life-insurance/

← กลับหน้าหลัก