ฎีกาน่าคิด กับ ป.เป็ด / ตอนที่ 2

โอนสิทธิเช่าซื้อรถแล้ว ประกันภัยสิ้นผลทันทีจริงหรือ?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542

ฎีกาน่าคิด กับ ป.เป็ด ตอนที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542 เรื่องการโอนสิทธิเช่าซื้อรถและผลต่อกรมธรรม์ประกันภัย
ฎีกาน่าคิด กับ ป.เป็ด ตอนที่ 2 — คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542

หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อผู้เอาประกันภัยลงนามโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ให้บุคคลอื่น กรมธรรม์ประกันภัยย่อมสิ้นผลทันที เพราะเงื่อนไขกรมธรรม์กำหนดไว้ว่า เมื่อมีการโอนรถยนต์ให้ผู้อื่น ความคุ้มครองย่อมสิ้นสุดลง

แต่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงชื่อหรือรูปแบบของเอกสาร แต่ต้องพิจารณาเจตนาแท้จริงและพฤติการณ์ทั้งหมดของคู่กรณีด้วย

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์และนำรถยนต์คันดังกล่าวไปทำประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัย ต่อมาโจทก์ทำหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ภริยา

เหตุผลของการโอนมิใช่เพราะต้องการยกรถหรือโอนสิทธิในรถยนต์ให้แก่ภริยาอย่างแท้จริง แต่ทำขึ้นเพื่อให้ภริยาได้รับบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้เส้นทางผ่านเข้าออกบริเวณกองทัพอากาศ

แม้จะมีหนังสือโอนสิทธิแล้ว แต่พฤติการณ์ภายหลังปรากฏว่า

ต่อมารถยนต์คันที่เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุและเสียหายทั้งคัน บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างว่าโจทก์โอนรถยนต์ให้บุคคลอื่นแล้ว กรมธรรม์จึงสิ้นผลตามเงื่อนไขประกันภัย

ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย

การทำหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ภริยา มีผลทำให้โจทก์หมดสิทธิในรถยนต์ และทำให้กรมธรรม์ประกันภัยสิ้นผลหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์และภริยามิได้มีเจตนาโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อกันจริง การทำหนังสือโอนสิทธิเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง เพื่อให้ได้บัตรติดรถยนต์สำหรับใช้เส้นทางเข้าออกกองทัพอากาศเท่านั้น

การโอนสิทธิดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง

เมื่อการโอนสิทธิเป็นโมฆะ โจทก์จึงยังคงมีฐานะเป็นผู้เช่าซื้อที่แท้จริง และยังมีส่วนได้เสียในรถยนต์คันที่เอาประกันภัยอยู่เช่นเดิม

ยิ่งกว่านั้น ศาลยังวินิจฉัยด้วยว่า แม้จะรับฟังว่ามีการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อจริง การโอนสิทธิการเช่าซื้อก็ยังไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้บุคคลอื่นตามความหมายของเงื่อนไขกรมธรรม์ เพราะกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังคงเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ

ดังนั้น กรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่สิ้นผล และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย

หลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษา

1. ต้องพิจารณาเจตนาแท้จริง ไม่ใช่ดูเฉพาะชื่อเอกสาร

การมีหนังสือชื่อว่า “สัญญาโอนสิทธิ” ไม่ได้หมายความว่าจะมีการโอนสิทธิเกิดขึ้นจริงเสมอไป ศาลต้องตรวจสอบว่าคู่กรณีต้องการให้เอกสารนั้นก่อผลทางกฎหมายจริงหรือไม่

2. การแสดงเจตนาลวงระหว่างคู่กรณีเป็นโมฆะ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ

3. การโอนสิทธิเช่าซื้อไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์

ในสัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยังคงอยู่กับผู้ให้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนและปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา

4. เงื่อนไขกรมธรรม์ต้องตีความตามข้อเท็จจริง

บริษัทประกันภัยไม่ควรอาศัยคำว่า “โอน” ในเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจว่ามีการโอนอะไร โอนจริงหรือไม่ ใครยังครอบครองรถ และใครยังมีส่วนได้เสียในรถยนต์

ข้อสังเกตของ ป.เป็ด

คดีนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลจะมองผ่านชื่อของเอกสารไปยังเจตนาและพฤติการณ์ที่แท้จริงของคู่กรณี

ประเด็นสำคัญมิใช่เพียงว่ามีคำว่า “โอนสิทธิ” ปรากฏอยู่ในเอกสารหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่า หลังจากลงนามแล้ว ใครเป็นผู้ครอบครอง ใช้รถ ชำระค่าเช่าซื้อ และรับความเสี่ยงจากรถยนต์คันนั้นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้ไม่ควรถูกเข้าใจว่า การทำเอกสารโอนสิทธิที่ไม่ตรงกับความจริงสามารถทำได้โดยไม่มีผลเสีย เพราะอาจเกิดปัญหากับบุคคลภายนอก เจ้าหนี้ ผู้ให้เช่าซื้อ หรือหน่วยงานของรัฐได้

ชื่อเอกสารอาจบอกว่า “โอน” แต่ผลทางกฎหมายต้องดูว่าโอนอะไร โอนจริงหรือไม่ และใครยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์นั้น

นำหลักจากฎีกานี้ไปใช้อย่างไร

เมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่า กรมธรรม์สิ้นผลเพราะมีการโอนรถยนต์หรือโอนสิทธิ ควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง

  1. เอกสารที่ทำขึ้นเป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือเพียงโอนสิทธิตามสัญญา
  2. ผู้โอนและผู้รับโอนมีเจตนาให้การโอนมีผลจริงหรือไม่
  3. ใครยังเป็นผู้ครอบครองและใช้รถยนต์
  4. ใครเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อหรือรับภาระเกี่ยวกับรถ
  5. เงื่อนไขกรมธรรม์ใช้คำว่า “โอนรถยนต์” “โอนกรรมสิทธิ์” หรือ “เปลี่ยนผู้มีส่วนได้เสีย” ไว้อย่างไร

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542 วางหลักว่า การโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่คู่กรณีมิได้ประสงค์ให้เกิดผลจริง เป็นการแสดงเจตนาลวงและตกเป็นโมฆะ ผู้เอาประกันภัยจึงยังคงมีฐานะเป็นผู้เช่าซื้อและมีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์

แม้จะถือว่ามีการโอนสิทธิจริง การโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อก็ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตามเงื่อนไขกรมธรรม์โดยอัตโนมัติ

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี การวินิจฉัยต้องพิจารณาข้อเท็จจริง กรมธรรม์ และพยานหลักฐานของแต่ละเรื่อง

คำสำคัญ: ฎีกา 6886/2542 · โอนสิทธิเช่าซื้อ · ประกันรถยนต์ · กรมธรรม์สิ้นผล · การแสดงเจตนาลวง · มาตรา 155 · ค่าสินไหมทดแทน · Claim Today

← กลับหน้าหลัก