ฎีกาน่าคิด กับ ป.เป็ด / ตอนที่ 6
ให้ยืมรถ เจ้าของหลุด...แต่ประกันไม่หลุด?
กฎหมายละเมิดถามว่า “ธุระใคร” — กรมธรรม์ถามว่า “ยินยอมไหม”
บทความนี้เริ่มจากคำถามง่าย ๆ เวลาเจ้าของรถให้คนอื่นยืมรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ: เจ้าของรถต้องร่วมรับผิดเสมอหรือไม่ และถ้าเจ้าของรถไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว กรมธรรม์ประกันภัยของรถคันนั้นจะหลุดตามไปด้วยหรือเปล่า
คำตอบสำคัญสำหรับงานเคลมคือ ต้องแยกสองชั้นออกจากกัน ชั้นแรกคือฐานความรับผิดตามกฎหมายละเมิด ส่วนอีกชั้นคือฐานความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ให้ยืมรถ เจ้าของหลุด...แต่ประกันไม่หลุด?
เย็นวันศุกร์ นัทเดินมาหาสมชายที่หน้าบ้าน
“พี่ ขอยืมรถหน่อย เดี๋ยวผมขับไปรับเงินที่พี่ให้ผมยืมไว้ แฟนพี่บอกให้ไปเอาที่บ้าน”
สมชายโยนกุญแจให้โดยไม่ได้คิดอะไร
คืนนั้น นัทขับรถกระบะคันดังกล่าวไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ จนมีผู้เสียชีวิต
ทายาทผู้ตายฟ้องทั้ง นัท คนขับ และ สมชาย เจ้าของรถ
เหตุผลก็คือ นัทขับรถของสมชาย ไปทำธุระที่เกี่ยวข้องกับเงินของสมชาย จึงอ้างว่านัทเป็น “ตัวแทน” และสมชายในฐานะตัวการต้องร่วมรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427
ฟังดูแล้ว สมชายน่าจะหลีกไม่พ้นใช่ไหมครับ?
รถก็เป็นของสมชาย กุญแจก็สมชายเป็นคนให้ ธุระที่ไปทำก็ดูเกี่ยวข้องกับสมชาย
แต่ศาลฎีกากลับมองต่างออกไป
ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยมาก
เวลารถเกิดอุบัติเหตุ คนจำนวนไม่น้อยคิดว่า “รถของใคร คนนั้นต้องรับผิด” หรือ “ให้ใครยืมรถ เท่ากับตั้งเขาเป็นตัวแทน”
แต่กฎหมายเรื่องตัวการ–ตัวแทนไม่ได้ดูแค่กรรมสิทธิ์ในรถ
หัวใจของสัญญาตัวแทนตามมาตรา 797 อยู่ที่คำว่า “ทำการแทน”
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า รถเป็นของใคร? แต่ต้องถามว่า กิจการที่คนขับกำลังทำอยู่นั้น เป็นกิจการของใคร และทำเพื่อประโยชน์ของใคร?
ฎีกาที่ 5549/2541 — รถเป็นของจำเลย แต่คนขับไม่ได้ทำการแทนจำเลย
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ใกล้เคียงกับเรื่องสมชายและนัทมาก
จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะ และเคยให้ น. ยืมเงิน
ต่อมา น. นำรถของจำเลยไปเพื่อรับเงินจากภรรยาของจำเลย ระหว่างทาง น. ขับรถไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์โดยละเมิด จนมีผู้เสียชีวิต
ประเด็นคือ น. เป็นตัวแทนของเจ้าของรถหรือไม่?
ศาลฎีกาพิจารณาว่า การที่ น. นำรถไปเพื่อรับเงินที่ตนเองเป็นผู้ยืมนั้น มิใช่การทำการแทนจำเลย แต่เป็นการทำเพื่อกิจการและประโยชน์ของ น. เอง
ดังนั้น น. จึงไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยในกรณีดังกล่าว และจำเลยเจ้าของรถจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของ น. บนฐานตัวการ–ตัวแทน
จุดสำคัญจึงไม่ใช่ “รถใคร?” แต่คือ “ธุระใคร?”
เงินก้อนนั้นเป็นประโยชน์ของ น. ผู้ยืมเอง ไม่ใช่กิจการที่ น. กำลังทำแทนเจ้าของรถ
ถ้าเป็นเพจกฎหมายทั่วไป เรื่องอาจจบตรงนี้
เจ้าของรถไม่เป็นตัวการ เจ้าของรถไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 427 จบ
แต่เพจนี้ชื่อ วันละเคลม
เรายังเหลือคำถามอีกชั้นหนึ่งที่สำคัญมาก
แล้วประกันภัยของรถคันนั้นล่ะ? เจ้าของรถหลุดจากความรับผิดส่วนตัวแล้ว กรมธรรม์หลุดตามเจ้าของรถไปด้วยหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นครับ
เพราะความรับผิดตามกฎหมายละเมิด กับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย เป็นคนละชั้นกัน
ชั้นที่ 1 — กฎหมายละเมิดถามว่า “ธุระใคร?”
ในชั้นความรับผิดทางละเมิด เรากำลังถามว่า ใครเป็นผู้ทำละเมิด ใครต้องร่วมรับผิด เจ้าของรถเป็นตัวการ นายจ้าง ผู้ว่าจ้าง หรือมีฐานความรับผิดอื่นหรือไม่
ในฎีกาที่ 5549/2541 เมื่อคนขับไม่ได้ทำกิจการแทนเจ้าของรถ เจ้าของรถก็ไม่ต้องร่วมรับผิดบนฐานตัวการ–ตัวแทน
แต่เพียงเท่านี้ยังไม่ได้ตอบว่า กรมธรรม์ของรถให้ความคุ้มครองคนขับหรือไม่
ชั้นที่ 2 — กรมธรรม์ถามอีกคำถามหนึ่ง
ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าคนขับเป็นผู้เอาประกันภัยตามชื่อในหน้าตารางหรือไม่
เงื่อนไขกรมธรรม์มาตรฐานมีหลักเกี่ยวกับผู้ขับขี่รถโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย
กล่าวโดยสาระสำคัญ เมื่อบุคคลหนึ่งได้รับความยินยอมให้ขับรถ เขาอาจได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์เสมือนเป็นผู้เอาประกันภัย ภายใต้เงื่อนไข ข้อยกเว้น และข้อกำหนดของกรมธรรม์นั้น
จุดนี้จึงทำให้เกิดภาพที่คนทั่วไปมักสับสน
เจ้าของรถอาจไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่คนขับยังอาจได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ของรถคันนั้น สองเรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้
เพราะคำถามที่ใช้วิเคราะห์ไม่เหมือนกัน
กฎหมายละเมิดถามว่า — ทำแทนใคร?
แต่กรมธรรม์ถามว่า — คนขับอยู่ในฐานะผู้ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขหรือไม่?
และในกรณีรถที่เจ้าของยินยอมให้ขับ ประเด็นความยินยอมจึงสำคัญมาก
“เจ้าของหลุด” ไม่ได้แปลว่า “บริษัทประกันหลุด”
ลองนึกภาพว่า นัทเป็นฝ่ายประมาท
นัทต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามกฎหมาย
แม้สมชายเจ้าของรถจะไม่ต้องร่วมรับผิดตามฐานตัวการ–ตัวแทน แต่หากนัทเป็นผู้ขับขี่ที่ได้รับความยินยอมและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ ความรับผิดของนัทต่อบุคคลภายนอกก็ยังอาจอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์รถคันนั้น
เพราะบริษัทประกันไม่ได้จ่ายเพราะ “สมชายเจ้าของรถต้องรับผิด”
บริษัทประกันจ่ายเพราะบุคคลที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครองมีความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
นี่คือคนละฐานกัน และเป็นเหตุผลว่าทำไมงานเคลมต้องแยกวิเคราะห์ ตัวผู้รับผิด ออกจาก ตัวผู้ได้รับความคุ้มครอง
แต่ก่อนดีใจ ต้องเปิดกรมธรรม์อ่านต่อ
คำว่า “ได้รับความยินยอม” ไม่ได้แปลว่า คนขับจะได้สิทธิทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข
การได้รับความคุ้มครองเสมือนเป็นผู้เอาประกันภัย ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกรมธรรม์ เช่น ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่หลังเกิดเหตุ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าสินไหม
อีกประเด็นหนึ่งที่คนทำเคลมควรตรวจคือ ผู้ขับขี่มีกรมธรรม์อื่นคุ้มครองความรับผิดเดียวกันอยู่หรือไม่
เพราะกรมธรรม์อาจมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกันภัยอื่น หรือการรับผิดเฉพาะส่วนที่เกินจากความคุ้มครองอื่น แล้วแต่ถ้อยคำของกรมธรรม์ที่ใช้บังคับ
อย่าหยุดที่คำว่า “ให้ยืมรถ” ต้องเปิดดูเงื่อนไขกรมธรรม์ฉบับจริงด้วย
แล้วถ้าเป็นกรมธรรม์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ล่ะ?
นี่เป็นอีกจุดที่คนให้ยืมรถควรรู้
กรมธรรม์บางประเภทมีการระบุชื่อผู้ขับขี่
ถ้าคนที่นำรถไปขับไม่ใช่บุคคลที่ระบุไว้ ผลทางกรมธรรม์อาจแตกต่างจากกรณีที่ผู้ขับเป็นบุคคลตามที่แจ้งไว้
โดยเฉพาะเรื่องค่าเสียหายส่วนแรก หรือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยอาจต้องรับผิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ดังนั้น คำว่า “บริษัทประกันจ่าย” ไม่ได้แปลว่า “เจ้าของรถไม่มีภาระอะไรตามกรมธรรม์เลย”
คนทำเคลมต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน
- บริษัทต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกหรือไม่
- ภายหลังมีจำนวนใดที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์หรือไม่
โยนกุญแจครั้งเดียว อาจมีประเด็นตามมามากกว่าที่คิดครับ
แล้ว พ.ร.บ. ล่ะ?
กรณีมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ยังมีอีกชั้นหนึ่งคือความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
ระบบ พ.ร.บ. มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประสบภัยได้รับการเยียวยาตามเงื่อนไขของกฎหมาย และมีค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งกฎหมายกำหนดกลไกการจ่ายโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิดในลักษณะเดียวกับคดีละเมิดจนถึงที่สุด
ดังนั้น อุบัติเหตุหนึ่งครั้งจึงอาจมีหลายชั้นซ้อนกันอยู่
- ความรับผิดทางละเมิด
- ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
- ความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.
- สิทธิเรียกร้องหรือรับช่วงสิทธิภายหลังการจ่ายค่าสินไหม
คำตอบว่า “เจ้าของรถไม่ต้องรับผิด” จึงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนทำประกันภัย
ด้านกลับ — ถ้าคนขับกำลังทำ “ธุระของผู้สั่งงาน” ล่ะ?
ลองเปลี่ยนข้อเท็จจริง
รถบรรทุกคันหนึ่งเป็นของบุคคลภายนอก แต่นำรถเข้าร่วมรับขนสินค้ากับบริษัทขนส่ง
บริษัทเป็นคนกำหนดว่าวันนี้ให้ไปรับสินค้าที่ไหน ไปส่งที่ไหน และเมื่อใด
บริษัทได้รับผลประโยชน์จากการขนส่ง
ระหว่างทาง คนขับรถประมาทชนรถผู้อื่น
คดีลักษณะนี้ไปแตะอีกด้านหนึ่งของหลักตัวการ–ตัวแทน
ฎีกาที่ 5106/2560 — ชื่อสัญญาว่า “จ้างทำของ” ไม่ได้จบเรื่อง
ในคดีนี้ จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งกระเบื้อง โดยให้เจ้าของรถนำรถเข้าร่วมรับขนสินค้า
เมื่อได้รับงาน จำเลยที่ 3 เป็นผู้กำหนดว่าจะให้นำสินค้าไปส่ง ที่ไหนและเมื่อใด
จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์จากการขนส่งดังกล่าว และพฤติการณ์ในการปฏิบัติงานยังมีลักษณะของการอยู่ภายใต้อำนาจสั่งการหรือควบคุมดูแล
ศาลจึงมิได้ดูเฉพาะว่าคู่สัญญาเรียกความสัมพันธ์นั้นว่าอะไร
แม้จะมีลักษณะของสัญญาจ้างทำของ แต่ในส่วนที่ผู้ปฏิบัติงานทำการแทนผู้ประกอบกิจการ ก็อาจมีลักษณะของสัญญาตัวแทนรวมอยู่ด้วย
ผู้ประกอบกิจการจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดตามมาตรา 427 ตามข้อเท็จจริงของคดีนั้น
จุดนี้สำคัญกับงานเคลมรถบรรทุกและรถร่วมมาก
เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากรถร่วม รถรับเหมา หรือรถที่เข้ามาวิ่งงานให้บริษัท อย่ารีบสรุปว่า “รถไม่ได้เป็นของบริษัท บริษัทไม่เกี่ยว”
ต้องตรวจให้ครบว่า
- ใครได้ประโยชน์จากงาน?
- ใครกำหนดสถานที่และเวลา?
- ใครสั่งงาน?
- ใครควบคุมการปฏิบัติงาน?
- คนขับรับงานไปทำอย่างอิสระจริงหรือไม่?
- ขณะเกิดเหตุเขากำลังปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอยู่หรือไม่?
คำตอบอาจทำให้มีบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดเพิ่มขึ้น
ในมุมประกันภัยจึงต้องตรวจต่อถึงกรมธรรม์ของแต่ละฝ่ายและฐานความคุ้มครองของแต่ละฉบับ
ไม่ใช่เพียงเห็นบริษัทอยู่เบื้องหลังแล้วสรุปว่ากรมธรรม์ของบริษัทต้องจ่าย
ต้องวิเคราะห์ทั้งฐานความรับผิด และขอบเขตความคุ้มครอง ให้ตรงกัน
สรุปแบบ ป.เป็ด
จำสองคำถามนี้ไว้ครับ
กฎหมายละเมิดถามว่า “ธุระใคร?”
ถ้าคนขับใช้รถไปทำกิจการของตนเอง การให้ยืมรถเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เจ้าของรถกลายเป็นตัวการ
แต่ถ้าคนขับกำลังทำกิจการแทนผู้สั่งงาน และยังอยู่ในลักษณะของการสั่งการหรือควบคุม ความรับผิดของผู้สั่งงานตามมาตรา 427 อาจเกิดขึ้นได้
กรมธรรม์ถามว่า “ผู้ขับขี่ได้รับความยินยอมและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองหรือไม่?”
เพราะฉะนั้น เจ้าของรถหลุดจากความรับผิดส่วนตัวได้ แต่ไม่ได้แปลว่าความคุ้มครองของกรมธรรม์จะหลุดตามไปด้วย
นี่คือสองชั้นที่คนทำเคลมต้องแยกให้ออก
ชั้นกฎหมาย — ใครต้องรับผิด
กับ
ชั้นกรมธรรม์ — ความรับผิดของใครได้รับความคุ้มครอง
คำสำคัญ: ฎีกา 5549/2541 · ฎีกา 5106/2560 · ตัวการ–ตัวแทน · มาตรา 427 · มาตรา 797 · ประกันรถยนต์ · ผู้ขับขี่ได้รับความยินยอม · กรมธรรม์ · ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก · พ.ร.บ. · Claim Today