ฎีกาน่าคิด กับ ป.เป็ด / ตอนที่ 5
รับค่าสินไหมแล้ว ไม่ได้แปลว่าสิทธิเรียกร้องจะหมดเสมอไป
ฎีกา 4445/2564 : เงินค่ารักษาพยาบาลเหมือนกัน แต่ผลทางกฎหมายอาจต่างกัน
เวลาผู้เสียหายจากอุบัติเหตุได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกัน หลายคนมักเข้าใจว่า
ถ้าประกันจ่ายให้แล้ว ผู้เสียหายก็คงไปเรียกเงินก้อนเดียวกันจากคนที่ทำผิดอีกไม่ได้
ความเข้าใจนี้ถูกเพียงบางกรณี
เพราะคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “บริษัทประกันจ่ายเงินแล้วหรือยัง” แต่อยู่ที่ว่า “บริษัทประกันจ่ายเงินก้อนนั้นตามสัญญาประเภทใด”
นี่คือประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4445/2564 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็น “ค่ารักษาพยาบาล” เหมือนกัน แต่ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน
เงินก้อนแรก: ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
ในคดีนี้ ผู้เสียหายมีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และบริษัทประกันได้ชำระค่ารักษาพยาบาลแทนผู้เสียหายไปจำนวนหนึ่ง
ศาลพิจารณาว่า ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในลักษณะนี้เป็นการชดใช้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จึงมีลักษณะเป็นประกันวินาศภัย
เมื่อบริษัทประกันได้จ่ายค่าสินไหมไปแล้ว หลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือ บริษัทประกันย่อมสามารถรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไปเรียกจากผู้ที่ต้องรับผิดได้ภายในจำนวนที่บริษัทได้จ่ายไป
ผลก็คือ ในส่วนของความเสียหายรายการเดียวกันที่ได้รับการชดใช้ไปแล้ว ผู้เสียหายไม่ควรได้รับเงินซ้ำอีกจากผู้กระทำละเมิด
ประกันวินาศภัยจ่ายแทนความเสียหายจริง → บริษัทรับช่วงสิทธิ → ผู้เสียหายเรียกความเสียหายก้อนเดิมซ้ำไม่ได้
เงินอีกก้อน: ประกันชีวิตที่มีสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาล
ประเด็นที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียหายยังมีกรมธรรม์ประกันชีวิตอีกสองฉบับ ซึ่งมีสัญญาเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและประกันสุขภาพ
บริษัทประกันได้จ่ายเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าวรวมกว่า 1.4 ล้านบาท
หากมองเพียงชื่อของเงิน ก็อาจรู้สึกว่าเป็น “ค่ารักษาพยาบาล” เหมือนกัน และน่าจะต้องหักออกเหมือนกรณีแรก
แต่ศาลฎีกามองลึกไปกว่านั้น
ศาลพิจารณาว่าเงินส่วนนี้จ่ายตามสัญญาประกันชีวิตและข้อตกลงเพิ่มเติมที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิต
เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงไม่อยู่ในหลักการรับช่วงสิทธิตามมาตรา 880 เช่นเดียวกับประกันวินาศภัย
ผลก็คือ แม้บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้ผู้เสียหายไปแล้ว สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดในส่วนดังกล่าวยังไม่ระงับ
และผู้กระทำละเมิดไม่อาจนำเงินที่ผู้เสียหายได้รับจากประกันชีวิตมาหักออกจากความรับผิดของตนได้โดยอัตโนมัติ
จุดสำคัญของฎีกานี้
ฎีกา 4445/2564 จึงไม่ได้สอนเราเพียงว่า
ประกันวินาศภัยรับช่วงสิทธิได้ ส่วนประกันชีวิตรับช่วงสิทธิไม่ได้
แต่สอนให้เราวิเคราะห์ให้ลึกกว่านั้นว่า
เงินก้อนนั้นมีฐานแห่งสิทธิมาจากอะไร
เพราะเงินที่มีชื่อเหมือนกัน เช่น “ค่ารักษาพยาบาล” อาจมีสถานะทางกฎหมายไม่เหมือนกัน
หากเป็นเงินที่ชดใช้ตามความเสียหายจริงภายใต้ประกันวินาศภัย ผลทางกฎหมายอาจนำไปสู่การรับช่วงสิทธิ
แต่หากเป็นเงินที่จ่ายตามสิทธิในสัญญาประกันชีวิต ผลก็อาจแตกต่างออกไป
สำหรับฝ่ายผู้เสียหาย
ก่อนเรียกค่าสินไหม ควรแยกเงินทุกก้อนที่ได้รับจากประกันออกจากกันให้ชัด
ควรตรวจสอบว่า:
- ได้รับเงินจากกรมธรรม์ฉบับใด
- เป็นความคุ้มครองประเภทใด
- เงินก้อนนั้นจ่ายตามความเสียหายจริงหรือไม่
- บริษัทประกันมีสิทธิรับช่วงสิทธิหรือไม่
- ความเสียหายส่วนใดยังไม่ได้รับการชดใช้
เพราะหากจำแนกผิด อาจทำให้เรียกค่าเสียหายขาดไป หรือเรียกซ้ำในส่วนที่ไม่ควรเรียก
สำหรับฝ่ายผู้กระทำละเมิดหรือบริษัทประกันความรับผิด
หากถูกเรียกค่ารักษาพยาบาลเต็มจำนวน ก็ไม่ควรรีบสรุปทันทีว่า
ผู้เสียหายได้เงินประกันมาแล้ว ต้องหักทั้งหมด
แต่ควรตรวจสอบกรมธรรม์ เอกสารการจ่ายค่าสินไหม และรายละเอียดความคุ้มครองว่าเงินแต่ละก้อนมีฐานมาจากสัญญาประเภทใด
เพราะมีเพียงเงินบางประเภทเท่านั้นที่อาจส่งผลต่อการหักออกจากค่าสินไหมที่ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิด
Claim Today สรุป
ฎีกา 4445/2564 ทำให้เห็นว่า
เงินชื่อเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าผลทางกฎหมายจะเหมือนกัน
สิ่งที่ต้องดูให้ลึกคือ
ฐานแห่งสิทธิที่ทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายเงินก้อนนั้นคืออะไร
ถ้าเป็นประกันวินาศภัยและเป็นการชดใช้ความเสียหายจริง บริษัทอาจรับช่วงสิทธิไปเรียกจากผู้กระทำละเมิดได้
แต่ถ้าเป็นเงินตามสัญญาประกันชีวิต ผลอาจแตกต่างออกไป และสิทธิของผู้เสียหายต่อผู้กระทำละเมิดอาจยังคงอยู่
ก่อนฟ้อง ก่อนจ่าย ก่อนตกลง ต้องแยกให้ออกว่าเงินก้อนนี้เดินตามมาตราไหน
คำสำคัญ: ฎีกา 4445/2564 · รับช่วงสิทธิ · ประกันวินาศภัย · ประกันชีวิต · ค่ารักษาพยาบาล · ค่าสินไหมทดแทน · กฎหมายประกันภัย · Claim Today