วันละเคลมกับ ป.เป็ด — Special Report
จากเหตุสลดที่มุกดาหาร: ค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยรถ ใครดูแลผู้ประสบภัยอย่างไรบ้าง
Claim Today | วันละเคลมกับ ป.เป็ด — เคลมเป็น กฎหมายเข้าใจง่าย
เหตุการณ์ที่ จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งรถกระบะที่ขับโดยเด็กชายวัย 11 ปี เฉี่ยวชนขบวนพระธุดงค์จนมีพระภิกษุมรณภาพถึง 10 รูป และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากตามรายงานข่าว เป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น นอกจากความโศกเศร้าแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า ในทางกฎหมายและการประกันภัย ผู้ประสบภัยและครอบครัวจะได้รับการดูแลเยียวยาอย่างไร วันนี้ ป.เป็ด ขอชวนมาทำความเข้าใจระบบค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยรถแบบง่าย ๆ ไปด้วยกัน
ระบบเยียวยาผู้ประสบภัยจากรถ มี 2 ชั้น
เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากรถ ผู้ประสบภัยจะได้รับการดูแลจากประกันภัย 2 ชั้นหลัก ชั้นแรกคือ ประกันภัยภาคบังคับ หรือที่เรียกกันว่า "พ.ร.บ." ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งรถทุกคันต้องทำตามกฎหมาย และชั้นที่สองคือ ประกันภัยภาคสมัครใจ (ประกันชั้น 1, 2+, 3 ฯลฯ) ที่เจ้าของรถเลือกทำเพิ่มเอง
ชั้นที่ 1: พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยทุกคน โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด
หัวใจของ พ.ร.บ. คือการดูแล "คน" ที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้เดินเท้า ผู้โดยสาร หรือผู้ขับขี่ พระภิกษุที่เดินธุดงค์อยู่ริมทางจึงถือเป็นผู้ประสบภัยที่โดยหลักย่อมอยู่ในข่ายได้รับความคุ้มครองในฐานะบุคคลภายนอก
ความคุ้มครองแบ่งเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก: ค่าเสียหายเบื้องต้น จ่ายทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลตามจริงไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน และกรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ 35,000 บาทต่อคน โดยบริษัทประกันภัยต้องจ่ายภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง
ส่วนที่สอง: ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม เมื่อพิสูจน์แล้วว่าผู้ประสบภัยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อเหตุ จะได้รับความคุ้มครองรวมสูงขึ้น ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลตามจริงสูงสุด 80,000 บาทต่อคน กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาทต่อคน กรณีสูญเสียอวัยวะ 200,000–500,000 บาทต่อคนตามลักษณะความสูญเสีย และค่าชดเชยรายวันกรณีพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน วันละ 200 บาท สูงสุด 20 วัน
ในเหตุการณ์นี้ พระภิกษุที่มรณภาพและผู้บาดเจ็บทุกราย อยู่ในข่ายได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ของรถกระบะคันที่เกิดเหตุ (หากรถคันดังกล่าวมี พ.ร.บ. ที่ยังไม่ขาดอายุ)
วงเงินรวมสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง และเมื่อความเสียหายเกินวงเงินจะเกิดอะไรขึ้น
นอกจากวงเงินต่อคนแล้ว กรมธรรม์ พ.ร.บ. ยังมี "เพดานรวมต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง" ด้วย เดิมกำหนดไว้ที่ 5,000,000 บาทต่อครั้งสำหรับรถจดทะเบียนไม่เกิน 7 ที่นั่ง และ 10,000,000 บาทต่อครั้งสำหรับรถเกิน 7 ที่นั่ง แต่หลังจากอุบัติเหตุหมู่ครั้งใหญ่หลายเหตุการณ์ เช่น เหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาปี 2567 ที่มีผู้เสียชีวิต 23 ราย ซึ่งความเสียหายรวมเกินเพดาน 10 ล้านบาทในขณะนั้น จนทายาทผู้เสียชีวิตได้รับค่าสินไหมจากประกันภัยรถเฉลี่ยเพียงราว 400,000 บาทต่อราย หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยจึงออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 51/2568 (ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2568) ปรับเพดานรวมเป็นไม่เกิน 20,000,000 บาทต่อครั้ง สำหรับรถทุกประเภท โดยไม่เพิ่มเบี้ยประกันภัย ทยอยมีผลตามที่คำสั่งกำหนด โดยส่วนของกรมธรรม์ภาคสมัครใจฉบับใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา เหตุการณ์ที่มุกดาหารซึ่งเกิดในเดือนกรกฎาคม 2569 จึงอยู่ภายใต้เกณฑ์เพดานใหม่นี้แล้ว
ถ้าความเสียหายรวมเกินเพดานต่อครั้ง จะจ่ายอย่างไร? หลักคือ "เฉลี่ยจ่ายตามสัดส่วน" ผู้ประสบภัยทุกคนจะได้รับค่าสินไหมลดลงตามส่วน เพื่อให้ยอดรวมไม่เกินเพดาน ตัวอย่างจากเหตุรถบัสปี 2567 หากเฉลี่ยตามเพดาน 10 ล้านบาทเฉพาะกรณีเสียชีวิต 23 ราย ทายาทแต่ละรายจะได้รับราว 434,782 บาท แทนที่จะเป็น 500,000 บาทเต็ม ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขเฉลี่ยราว 400,000 บาทต่อรายที่มีการรายงานจริงในเหตุการณ์นั้น
ส่วนที่เกินจากเพดาน พ.ร.บ. ไม่ได้หายไปไหน ผู้เสียหายยังมีช่องทางเรียกร้องต่อได้ตามลำดับ คือ เบิกจาก ประกันภาคสมัครใจ ของรถคันเกิดเหตุในหมวดความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (หากมีและเงื่อนไขกรมธรรม์เปิดให้) และหากยังไม่พอ ก็ใช้สิทธิ เรียกร้องทางแพ่ง จากผู้ต้องรับผิดโดยตรง
สำหรับประกันภัยภาคสมัครใจในหมวดความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แนวทางการชดใช้โดยทั่วไปเป็นดังนี้ กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง บริษัทประกันภัยชดใช้เต็มตามวงเงินความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ส่วนกรณีบาดเจ็บ เป็นการชดใช้ตามความเสียหายจริงที่พิสูจน์ได้ เช่น ค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่ขาดหาย หรือความเสียหายอื่นตามเงื่อนไขกรมธรรม์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์แต่ละฉบับ
สำหรับเหตุการณ์ที่มุกดาหาร หากประเมินเบื้องต้น กรณีมรณภาพ 10 ราย (10 × 500,000 = 5 ล้านบาท) รวมกับค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยของผู้บาดเจ็บอีกราว 20 รายตามรายงานข่าว ยอดรวมยังอยู่ในกรอบเพดานใหม่ 20 ล้านบาท ผู้ประสบภัยจึงมีโอกาสได้รับวงเงินต่อคนเต็มตามสิทธิ โดยไม่ต้องถูกเฉลี่ยลดทอนเหมือนกรณีในอดีต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการพิจารณาของบริษัทประกันภัย
แล้วถ้าผู้ขับขี่เป็นเด็ก ไม่มีใบขับขี่ ประกันยังจ่ายไหม
นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัยมากที่สุด คำตอบแยกเป็น 2 กรณี
กรณี พ.ร.บ. ความคุ้มครองมุ่งดูแลผู้ประสบภัยเป็นหลัก การที่ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่ตัดสิทธิของผู้ประสบภัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก พระภิกษุและครอบครัวจึงยังมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินข้างต้น
กรณีประกันภาคสมัครใจ กรมธรรม์มาตรฐานมีข้อยกเว้นเรื่องการขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่ แต่ตามเงื่อนไขกรมธรรม์กลาง ข้อยกเว้นลักษณะนี้โดยหลักใช้ยกเว้นความคุ้มครองในส่วนของตัวรถและฝั่งผู้เอาประกันภัย ส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก บริษัทประกันภัยยังคงต้องดูแลผู้เสียหายก่อน แล้วจึงอาจไปใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับฝั่งผู้เอาประกันภัยภายหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์แต่ละฉบับและข้อเท็จจริงของคดี
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ ข่าวระบุว่าเด็กนำรถออกไปขับโดยผู้ปกครองไม่ทราบ ประเด็น "ความยินยอมของเจ้าของรถ" อาจถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาในการเคลมภาคสมัครใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอข้อเท็จจริงจากการสอบสวน ไม่สามารถสรุปล่วงหน้าได้
และหากปรากฏว่ารถคันเกิดเหตุไม่มี พ.ร.บ. หรือเบิกไม่ได้ ผู้ประสบภัยก็ยังไม่ถูกทอดทิ้ง เพราะสามารถยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจาก กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยตามกฎหมาย ได้
ส่วนที่ประกันไม่ครอบคลุม: ความรับผิดทางแพ่ง
วงเงินประกันภัยมีเพดาน หากความเสียหายจริงสูงกว่านั้น ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องส่วนต่างในทางแพ่งได้ กรณีผู้ก่อเหตุเป็นผู้เยาว์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 วางหลักให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองร่วมรับผิดกับผู้เยาว์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลจะพิจารณาเป็นรายกรณี
บทเรียนสำหรับพวกเราทุกคน
เหตุการณ์นี้เตือนใจเราหลายเรื่องอย่างนุ่มนวลแต่ชัดเจน
สำหรับเจ้าของรถทุกคน ตรวจสอบว่า พ.ร.บ. ของรถไม่ขาดอายุ เพราะนี่คือหลักประกันขั้นต่ำที่ดูแลเพื่อนร่วมทางของเรา และหากทำประกันภาคสมัครใจเพิ่มได้ วงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจะช่วยรองรับความเสียหายที่เกิน พ.ร.บ. ได้อีกชั้น
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชน การเก็บกุญแจรถให้พ้นมือเด็ก และการไม่ฝึกให้เด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ขับรถ เป็นการป้องกันที่สำคัญกว่าการเยียวยาใด ๆ ทั้งยังเกี่ยวพันโดยตรงกับความรับผิดของผู้ปกครองตามกฎหมาย
สำหรับผู้ประสบภัยและทายาท สิ่งที่ควรเตรียมคือ บันทึกประจำวันของตำรวจ ใบรับรองแพทย์หรือใบมรณบัตร เอกสารแสดงตัวตนและความเป็นทายาท แล้วยื่นเคลมกับบริษัทประกันภัยของรถคันเกิดเหตุได้เลย หากติดขัดหรือไม่แน่ใจ ควรตรวจสอบช่องทางช่วยเหลือที่เหมาะสม หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ
ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าตัวเลขใดจะทดแทนได้ แต่การรู้สิทธิและใช้สิทธิอย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้ประสบภัยในวันที่ยากที่สุด
สรุปเป็นภาพ: Visual Summary 4 หน้า
Claim Today | วันละเคลมกับ ป.เป็ด — เคลมเป็น กฎหมายเข้าใจง่าย