ข่าวประกันภัยและสิทธิผู้บริโภค / วันละเคลม กับ ป.เป็ด

โดย ป.เป็ด / Claim Today

เผยแพร่:

อินโฟกราฟิกอธิบายคดีแบบกลุ่มประกันโควิด สิทธิสมาชิกกลุ่ม การขอออกจากกลุ่ม และเอกสารที่ผู้เอาประกันควรเตรียม
อินโฟกราฟิกอธิบายคดีแบบกลุ่มประกันโควิด สิทธิสมาชิกกลุ่ม การขอออกจากกลุ่ม และเอกสารที่ผู้เอาประกันควรเตรียม

ศาลรับดำเนินคดีกลุ่มประกันโควิดของทิพยประกันภัย หมายความว่าอย่างไร? ผู้เอาประกันควรรู้อะไรบ้าง

คดีที่ผู้บริโภคยื่นฟ้องบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จากข้อพิพาทการเรียกร้องผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันโควิด กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น อนุญาตให้ดำเนินคดีเป็น "คดีแบบกลุ่ม" (Class Action)

ก่อนอ่านต่อ ขอวางหลักไว้หนึ่งประโยค: ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าบริษัทต้องจ่ายเงิน — คดียังต้องเข้าสู่การพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อสัญญา เหตุแห่งการปฏิเสธ และความเสียหายของสมาชิกกลุ่มต่อไป และบริษัทมีสิทธิต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ตามกระบวนการ

แต่ในทางกฎหมาย คำสั่งครั้งนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด และมีเรื่องที่ผู้เอาประกันต้องรู้ — บางเรื่องมีกำหนดเวลาด้วย

ไทม์ไลน์คดีโดยสรุป

คดีนี้เกิดจากอะไร?

ฝ่ายผู้ฟ้องกล่าวอ้างว่า ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากซื้อกรมธรรม์ประกันโควิดที่ให้ความคุ้มครองเงินชดเชยรายวันหากติดเชื้อและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือโฮสพิเทล แต่เมื่อยื่นเคลม กลับถูกปฏิเสธการจ่าย โดยข้อกล่าวหาสำคัญคือ บริษัทนำหลักเกณฑ์เพิ่มเติม เช่น การให้แพทย์ของบริษัทตรวจสอบซ้ำ และการแบ่งกลุ่มอาการผู้ป่วยตามระดับความรุนแรง มาใช้ประกอบการพิจารณา ทั้งที่ฝ่ายผู้ฟ้องเห็นว่าเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ปรากฏในกรมธรรม์ที่ตกลงกันไว้

ข้อกล่าวหายังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ในชั้นศาล บริษัทย่อมมีสิทธิชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาว่าการพิจารณาสินไหมของตนอยู่ในกรอบเงื่อนไขกรมธรรม์แล้วเช่นกัน

ฝ่ายโจทก์เรียกค่าชดเชยรวม 159,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษอีก 5 เท่าของความเสียหาย — ตัวเลข "5 เท่า" นี้มีนัยทางกฎหมายที่จะอธิบายในมุมวิเคราะห์ท้ายบทความ

"คดีแบบกลุ่ม" คืออะไร?

การดำเนินคดีแบบกลุ่มตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (มาตรา 222/1 ถึง 222/49 ซึ่งเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. 2558) คือกระบวนการที่โจทก์เพียงไม่กี่รายดำเนินคดีแทนบุคคลจำนวนมากที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสำคัญร่วมกัน โดยผลของคำพิพากษาผูกพันถึงสมาชิกกลุ่มทุกคน

เครื่องมือนี้ออกแบบมาสำหรับสถานการณ์แบบใด? ตอบได้ว่า สถานการณ์แบบประกันโควิดพอดี — ผู้เสียหายจำนวนมหาศาล แต่ความเสียหายรายคนเป็นหลักหมื่น ไม่คุ้มที่แต่ละคนจะจ้างทนายฟ้องเอง คดีแบบกลุ่มจึงลดการฟ้องซ้ำในประเด็นเดียวกัน ให้ศาลวินิจฉัยประเด็นร่วมครั้งเดียว และทำให้ผู้เสียหายรายย่อยเข้าถึงความยุติธรรมได้จริง

ก่อนอนุญาต ศาลต้องพิจารณาว่าสมาชิกกลุ่มมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายร่วมกันหรือไม่ กลุ่มมีจำนวนมากเพียงใด และการดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพกว่าการฟ้องคดีทั่วไปหรือไม่

จุดพลิกของคดี: ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์เห็นต่างกันตรงไหน?

ศาลชั้นต้นยกคำร้องด้วยเหตุผลว่าความเสียหายของผู้เอาประกันแต่ละรายแตกต่างกัน ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

ตามที่สภาผู้บริโภคเผยแพร่ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีระบุว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญ 2 ข้อ ซึ่งตอบโจทย์เหตุผลของศาลชั้นต้นโดยตรง

ข้อแรก — สภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องแทนผู้บริโภคได้ แม้ไม่ใช่ผู้ซื้อประกันเอง ตามหลักเดิม ผู้ที่จะเป็นโจทก์ในคดีแบบกลุ่มต้องเป็นผู้เสียหายที่มีลักษณะเดียวกับสมาชิกกลุ่ม แต่ครั้งนี้ศาลตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งกำหนดให้องค์กรนี้มีหน้าที่คุ้มครองและดำเนินคดีแทนผู้บริโภค แนวทางนี้สอดคล้องกับคดีกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ารายหนึ่งก่อนหน้า และมีผลเชิงระบบที่น่าสนใจ: การมีองค์กรยืนเป็นโจทก์ ช่วยกันปัญหาที่เคยเกิดในคดีสาธารณะหลายคดี คือผู้เสียหายรายบุคคลทยอยถอนฟ้องจนคดีเดินต่อไม่ได้

ข้อสอง — ความเสียหายรายคนที่แตกต่างกัน ไม่ตัดสิทธิการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ประเด็นความรับผิดของบริษัทซึ่งเป็นประเด็นร่วม พิจารณาไปพร้อมกันได้ ส่วนจำนวนค่าเสียหายของแต่ละคน แยกไปพิจารณาในชั้นกำหนดค่าเสียหายภายหลัง — ซึ่งพลิกเหตุผลที่ศาลชั้นต้นใช้ยกคำร้องพอดี

สำหรับนักกฎหมาย นี่คือบรรทัดฐานที่ต้องจดบันทึก เพราะเปิดทางให้องค์กรผู้บริโภคใช้เครื่องมือคดีแบบกลุ่มแทนประชาชนในคดีลักษณะเดียวกันต่อไปในอนาคต

ใครคือ "สมาชิกกลุ่ม" ในคดีนี้?

ตามข้อมูลที่สภาผู้บริโภคเผยแพร่ ขอบเขตกลุ่มคือ ผู้ที่ซื้อประกันโควิดกับบริษัทดังกล่าว แล้วติดเชื้อและเข้ารักษาตัวก่อนวันที่ 20 มีนาคม 2566 โดยบุคคลที่เข้าเกณฑ์ถือเป็นสมาชิกกลุ่มโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องจ้างทนาย และไม่ต้องฟ้องคดีเอง หากศาลพิพากษาให้ฝ่ายผู้บริโภคชนะ สมาชิกกลุ่มมีสิทธิได้รับชดเชยตามหลักเกณฑ์ที่ศาลกำหนด

อย่างไรก็ดี ขอบเขตสมาชิกกลุ่มที่ผูกพันตามกฎหมายเป็นไปตามคำสั่งศาลและประกาศอย่างเป็นทางการ ผู้เอาประกันจึงควรติดตามประกาศของศาลหรือช่องทางของสภาผู้บริโภคประกอบ ไม่ควรยึดจากข่าวเพียงอย่างเดียว

สิทธิที่มีกำหนดเวลา: การขอออกจากกลุ่ม (Opt-out)

นี่คือจุดที่มีเส้นตายจริงและหลายคนมองข้าม

ผู้ที่ไม่ต้องการผูกพันกับผลคดีนี้ — เช่น มีคดีของตัวเองดำเนินอยู่แล้ว หรือประสงค์จะฟ้องเรียกร้องเอง — ต้องทำหนังสือขอออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยื่นต่อศาล ภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศหนังสือพิมพ์วันสุดท้าย และพึงทราบว่า เมื่อออกจากกลุ่มแล้ว จะกลับเข้ามาร่วมในคดีนี้อีกไม่ได้

ผู้ที่มีคดีส่วนตัวค้างอยู่จึงควรปรึกษาทนายความของตนโดยเร็ว เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างการอยู่ในกลุ่มกับการดำเนินคดีของตนเองต่อ เพราะการตัดสินใจนี้ย้อนกลับไม่ได้

ส่วนผู้ที่เลือกอยู่ในกลุ่ม กฎหมายก็ให้สิทธิระหว่างการพิจารณาหลายประการ เช่น เข้าฟังการพิจารณาคดี ขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวน คัดค้านหากโจทก์จะถอนฟ้องหรือประนีประนอมยอมความ ตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ รวมถึงแต่งตั้งทนายความส่วนตัวมาดูแลประโยชน์ของตนได้

ผู้เอาประกันที่เคยถูกปฏิเสธเคลมควรทำอะไรตอนนี้?

1. ตรวจกรมธรรม์ของตนเอง — ซื้อกรมธรรม์แบบใด คุ้มครองผลประโยชน์ประเภทใด (ชดเชยรายวัน ค่ารักษา หรืออื่น ๆ) ระยะเวลาคุ้มครองเริ่มและสิ้นสุดเมื่อใด เงื่อนไขการเข้ารักษาตัวและข้อยกเว้นระบุไว้อย่างไร — อย่าอาศัยเพียงชื่อผลิตภัณฑ์หรือข้อความโฆษณา เพราะสิทธิที่แท้จริงอยู่ที่ข้อความในกรมธรรม์และเอกสารแนบท้าย

2. รวบรวมหลักฐานการติดเชื้อและการรักษา — ผลตรวจยืนยันการติดเชื้อ ใบรับรองแพทย์ เวชระเบียนหรือสรุปการรักษา เอกสารการเข้ารักษาในโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือโฮสพิเทล ใบเสร็จ และหลักฐานวันเริ่ม-สิ้นสุดการรักษา — ใครหาเอกสารไม่พบ สามารถขอคัดสำเนาเวชระเบียนจากสถานพยาบาลที่เข้ารักษาได้

3. รวบรวมหลักฐานการยื่นเคลมและคำปฏิเสธ — แบบเรียกร้องค่าสินไหม หลักฐานการส่งเอกสาร หมายเลขรับเรื่อง อีเมลหรือข้อความติดต่อกับบริษัท หนังสือปฏิเสธและเหตุผลที่บริษัทอ้าง หากเคยได้รับคำตอบทางโทรศัพท์ ให้จดวัน เวลา ชื่อผู้ให้ข้อมูล และสาระสำคัญไว้

4. อย่าทิ้งเอกสารเพราะคิดว่าเรื่องเก่าแล้ว — เอกสารเดิมคือสิ่งที่จะชี้ว่าท่านอยู่ในขอบเขตสมาชิกกลุ่มหรือไม่ และมีสิทธิเรียกร้องประเภทใด ควรสแกนหรือถ่ายสำเนาเก็บไว้ และไม่ส่งต้นฉบับให้ผู้ใดโดยไม่มีหลักฐานการรับเอกสาร

5. ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการ — ทั้งประกาศขอบเขตสมาชิกกลุ่ม กำหนดเวลาต่าง ๆ และความคืบหน้าของคดี ผ่านช่องทางของศาลและสภาผู้บริโภค และอย่าเพิ่งลงนามสละสิทธิใด ๆ หรือหลงเชื่อผู้ที่อ้างว่าจะ "ดำเนินการให้" โดยเรียกค่าใช้จ่าย เพราะสมาชิกกลุ่มไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิกกลุ่มแต่อย่างใด

สิ่งที่ข่าวนี้ "ยังไม่ได้หมายความ"

มุมวิเคราะห์ วันละเคลม กับ ป.เป็ด

หนึ่ง — สนามหลักของคดีนี้คือหลักการตีความสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่บริษัทเป็นผู้ร่างฝ่ายเดียว หลักกฎหมายจึงวางไว้ว่าข้อสัญญาใดมีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้เอาประกันภัย คำถามใหญ่ของคดีคือ หลักเกณฑ์ที่บริษัทนำมาใช้พิจารณาการจ่าย เป็นการ "ตีความเงื่อนไขที่มีอยู่แล้ว" หรือเป็นการ "เพิ่มเงื่อนไขใหม่นอกกรมธรรม์" — ฝ่ายแรกทำได้ ฝ่ายหลังไม่ผูกพันผู้เอาประกัน ขณะเดียวกันผู้เอาประกันแต่ละรายก็มีภาระพิสูจน์ว่าเหตุเกิดในระยะเวลาคุ้มครองและเข้าเงื่อนไขตามกรมธรรม์จริง — เอกสารที่แนะนำให้เก็บข้างต้นคือกระสุนของฝั่งผู้บริโภคในสนามนี้

สอง — ตัวเลข "ค่าเสียหายเชิงลงโทษ 5 เท่า" ไม่ใช่การเรียกลอย ๆ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษได้ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง แต่หากค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน 50,000 บาท ศาลกำหนดได้ถึง 5 เท่า — ซึ่งพอดีกับคดีนี้ที่ความเสียหายรายคนส่วนใหญ่เป็นหลักหมื่น กลไกนี้ออกแบบมาป้องปรามการเอาเปรียบผู้บริโภครายย่อยจำนวนมาก บนสมมุติฐานว่าผู้ประกอบการบางรายอาจประเมินว่า "เสียหายน้อย คงไม่มีใครฟ้อง"

สาม — คดีนี้คือหมุดหมายของ Class Action ไทย นับแต่กฎหมายคดีแบบกลุ่มใช้บังคับเมื่อปี 2558 คดีที่เดินถึงขั้นนี้ในภาคประกันภัยยังมีน้อยมาก การที่ศาลอุทธรณ์ยอมรับให้องค์กรผู้บริโภคเป็นโจทก์แทนประชาชน กำลังเปลี่ยนสมการอำนาจต่อรองระหว่างผู้บริโภครายย่อยกับผู้ประกอบธุรกิจ — และเชื่อได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยทุกรายกำลังติดตามคดีนี้อยู่เช่นเดียวกับเรา

สรุป

ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ดำเนินคดีประกันโควิดของทิพยประกันภัยเป็นคดีแบบกลุ่มแล้ว คดียังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีคำพิพากษาว่าบริษัทต้องจ่ายเงิน สิ่งที่ผู้เอาประกันควรทำตอนนี้คือเก็บกรมธรรม์ หลักฐานการรักษา หลักฐานการเคลมและหนังสือปฏิเสธให้ครบ ติดตามประกาศขอบเขตสมาชิกกลุ่มและกำหนดเวลา opt-out อย่างใกล้ชิด และอย่าเพิ่งลงนามสละสิทธิใด ๆ

รับเป็นคดีกลุ่ม ไม่ได้แปลว่าคดีถึงที่สุดแล้ว — แต่เป็นประตูให้ผู้บริโภคจำนวนมากได้พิสูจน์สิทธิร่วมกัน

Disclaimer

บทความนี้จัดทำจากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยคดีหรือคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ไม่ยืนยันว่าบุคคลใดเป็นสมาชิกกลุ่ม และไม่รับรองผลการเรียกร้องค่าสินไหมหรือผลคดี ข้อกล่าวหาที่ปรากฏเป็นข้อกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายหนึ่งซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ในชั้นศาล ผู้เกี่ยวข้องควรตรวจกรมธรรม์ เอกสารของตน และประกาศจากศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

คำสำคัญ: ทิพยประกันภัย · ประกันโควิด · คดีแบบกลุ่ม · Class Action · เคลมประกัน · สิทธิผู้บริโภค · วันละเคลม · Claim Today

← กลับหน้าหลัก